การเลือกซื้อไข่มุก

หลักการเลือกซื้อมุก ควรดูอะไร อธิบายอย่างละเอียดยิบ!!

การเลือกซื้อมุก ผู้ซื้อต้องทราบก่อนว่าเราต้องการซื้อมุกชนิดอะไร เนื่องจากมุกแต่ละชนิดมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันไป การเลือกซื้อมุกควรดูมุกด้วยแสงธรรมชาติเพื่อให้เห็นความวาวตามความจริง และพื้นหลังของวัสดุที่รองมุกควรเป็นสีขาว โดยการเลือกมีหลักดังนี้

การเลือกซื้อไข่มุก
  1. ขนาด (Size) การวัดขนาดของมุกจะใช้การวัดเป็นมิลลิเมตร mm โดยวัดจากเส้นผ่าศูนย์กลาง ซึ่งถ้าเป็นสร้อยมุก จะวัดขนาดตั้งฉากกับรูที่เจาะ มุกที่ขนาดใหญ่จะมีผลกับราคา คือยิ่งใหญ่มากจะยิ่งราคาสูง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับชนิดและคุณภาพของมุกนั้นด้วย การเลือกขนาดของมุกยังขึ้นอยู่กับบุคลิกและการแต่งกาย มุกขนาดไม่ใหญ่เหมาะกับการสวมใส่สไตล์น่ารัก เป็นต้น
  2. รูปร่าง (Shape) รูปร่างกลมสนิทเป็นรูปร่างที่หายากที่สุดและมีมูลค่าสูงกว่ารูปร่างแบบอื่นๆ โดยมุกมีรูปร่างต่างๆดังต่อไปนี้
  • รูปร่างกลม (Round)
  • รูปร่างเกือบกลม (Near-Round)
  • รูปหยดน้ำ (Drop)
  • รูปไข่ (Oval)
  • รูปเหรียญ (Coin-shaped)
  • รูปกระดุม (Button)
  • รูปร่างกึ่งเบี้ยว (Semi-Baroque)
  • รูปร่างบิดเบี้ยว (Baroque)

เนื่องจากมุกเซาท์ซี South sea มีขนาดใหญ่จึงเป็นมุกที่ไม่กลมสนิท รวมถึงมุกน้ำจืดส่วนใหญ่นั้นไม่ได้ใช้ลูกปัดเป็นแกนมุก รูปร่างจึงไม่กลมสนิทเช่นเดียวกัน จึงมีหลักการประเมินอื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

  1. สี (Color) สีของมุกประกอบด้วย 3 ส่วนประกอบ คือ สีพื้นหรือสีหลัก (Body Color) ได้แก่ บริเวณที่เป็นสีอยู่ในพื้นหลังหรือในเนื้อมุก สีพื้นสามารถแบ่งออกได้เป็นอีก 3 ประเภท คือ
  2. สีเป็นกลาง (Neutral) – สีขาว สีดำ และ สีเทา
  3. สีเกือบกลาง (Near neutral) – สีเงิน สีครีม และ สีน้ำตาล
  4. สีแฟนซี (Fancy color) – สีอื่นๆ เช่น ชมพู เขียว ฟ้า ส้ม

สีโอเวอร์โทน (Overtone) คือสีเหลือบหรือประกายที่เห็นอยู่เหนือสีพื้นของมุก สีที่พบได้บ่อยในสีเวอร์โทนคือ สีชมพู (rose) สีเขียว สีฟ้า

สีโอเวอร์โทนนี้เพิ่มมูลค่าให้กับมุกบางชนิดได้ เช่น มุกอะโกย่า สีพื้นสีขาวกับโอเวอร์โทนสีชมพู จะราคาสูงกว่า มุกอะโกย่าสีขาวที่มีโอเวอร์โทนสีเขียว

โอเรียนท์ (Orient) เป็นปรากฏการณืสีรุ้งที่พบได้ในมุกและเปลือกหอย มุกทุกเม็ดจำเป็นต้องมีสีพื้น แต่ไม่จำเป็นต้องมีโอเวอร์โทนและโอเรียนท์

ปัจจุบันมีการปรับปรุงคุณภาพสีมุกที่มีคุณภาพต่ำเพื่อเพิ่มมูลค่าของมุกอยู่หลากหลายวิธี เช่น การย้อมสี การฉายรังสี การเผา หรือแม้แต่การฟอกสี การเลือกซื้อควรพิจารณาว่า เป็นสีธรรมชาติ หรือมาจากการปรับปรุงคุณภาพ ผู้ขายควรแจ้งให้ลูกค้าทราบเพื่อให้ลูกค้าเข้าใจถึงวิธีการดูแลรักษาและราคาที่เหมาะสม

ความสะอาดของผิวไข่มุก

ลักษณะความสะอาดที่ผิว (Surface characteristic)

มุกควรมีผิวที่เรียบและมัน มีตำหนิน้อยที่สุด ไม่มีรอยขรุขระ หรือฟองอากาศ แต่ตำหนิของมุกก็เป็นตัวช่วยให้ทราบว่าเป็นมุกแท้หรือเทียมเนื่องจาก มุกแท้ (ทั้งมุกธรรมชาติและมุกเลี้ยง) ยากที่จะไม่มีตำหนิ การตรวจสอบมุกควรใช้พื้นหลังเป็นสีดำหรือเทา ใช้โคมไฟที่สว่างเพียงพอ และสังเกตขณะที่หมุน เพื่อตรวจหาดูตำหนิบนผิวของมุก

ความวาว (Luster)

มุกที่มีคุณภาพดีควรมีความวาวใสเท่ากันทั่วทั้งเม็ด วิธีการตรวจคุณภาพความวาว ให้เราใช้แสงฟลูออเรสเซนต์สะท้อนที่ผิวของมุก แล้วสังเกตบริเวณที่เงาสะท้อนว่ามีความคมชัดของเงาสะท้อนมากน้อยเพียงใด ถ้าหากมุกมีคุณภาพความวาวดีเงาสะท้อนที่ผิวจะมีขอบที่คมชัด ความวาวที่ดียังบ่งบอกถึงคุณภาพของผิวมุกและคุณภาพของชั้นเนเคอร์ที่ดีด้วย
มุกที่เลี้ยงในแถบภูมิอากาศที่เย็นมักจะมีความวาวมากกว่ามุกที่เลี้ยงในแถบอากาศร้อน เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่แล้ว มุกอะโกย่าจะเป็นชนิดที่มีความวาวสูงที่สุดเมื่อเทียบกับมุกชนิดอื่น

คุณภาพและความหนาของชั้นเนเคอร์ (Nacre quality)

มุกที่มีคุณภาพของชั้นเนเคอร์ดี คือเนื้อเนเคอร์ค่อนข้างใส อาจเป็นได้ตั้งแต่โปร่งแสงไปจนถึงกึ่งโปร่งใส และจะมีความมันวาวใสที่ผิว (Luster) ที่ดีด้วย คุณภาพของชั้นเนเคอร์นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น การเรียงตัวของชั้นเนเคอร์ ความสะอาดของสิ่งแวดล้อม ปริมาณอาหาร สสารต่างๆในน้ำ อุณหภูมิของน้ำ สภาพภูมิอากาศ หรือแม้แต่ความสามาถใน

การสร้างมุกของหอยแต่ละตัว

อีกคุณสมบัติหนึ่งที่ควรพูดถึงคุณภาพของเนเคอร์ คือ ความหนาของชั้นเนเคอร์ ควรจะมีความหนาที่ดีพอ ถ้าหากความหนาของเนเคอร์ไม่ดีพอจะทำให้ความวาวไม่ดีด้วย และยังมีผลต่อความคงทนของมุกด้วย สาเหตุสำคัญที่มีผลต่อความหนาของชั้นเนเคอร์คือ ระยะเวลาในการเลี้ยงมุก จะต้องไม่น้อยเกินไป โดยทั่วไปฟาร์มมุกจะใช้เวลาในการเลี้ยงมุกประมาณ 6 เดือน ถึง 2 ปึ แล้วแต่ชนิดของหอยมุก

ส่วนวิธีการตรวจสอบว่ามุกมีความหนาเพียงพอหรือไม่ ให้เราดูที่รูเจาะ จะเห็นความหนาของเนเคอร์ หากมุกไม่มีรู ให้เราฉายไฟที่ค่อนข้างแรงจากด้านหลังของมุก เราก็จะเห็นความหนาของเนเคอร์ แต่วิธีนี้ใช้กับมุกที่มีสีเข้มอย่างมุกตาฮิติไม่ได้

มีหลักในการเลือกมุกอีกข้อหนึ่งที่ควรคำนึงถึงคือ ความเหมือนกัน (Matching) ในการจับเป็นคู่หรือเข้าสร้อยเป็นชุด ให้เราใช้หลักหารทั้ง 6 ข้อข้างตันรวมกัน แล้วสังเกตุว่า มุกคู่ หรือชุดที่เราเลือกนั้นมีลักษณะเหมือนกันมากแค่ไหน หากความเหมือนกันของมุกในสร้อยมุกเดียวกันไม่ดี จะมีผลต่อความสวยงามของสร้อยมุกค่อนข้างมาก แต่หากเราใช้มุกเพียงเม็ดเดียว อย่างเช่นกรณีของ แหวน หรือ จี้ห้อยคอ ความเหมือนกันจะไม่มีผลต่อราคาของมุกแต่อย่างใด

ข้อแนะนำในการดูแลมุก

มุกเป็นอัญมณีอินทรีย์สาร จึงควรพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้โดน น้ำหอม สบู่ ครีมทาผิว กรด หรือสเปรย์ใส่ผม เพราะอาจทำให้สีและความวาวของมุกเปลี่ยนไป

บทความข้างต้น เราต้องขอบคุณผู้สนับสนุนเว็บ Webet สนุกได้ทุกวัน หาเงินได้ทุกเวลา มั่งคง ปลอดภัยต้องที่นี่เท่านั้น!

© 2020 Last Beautiful Girl . Powered by WordPress. Theme by Viva Themes.